วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เม่นป่าหรือเม่นใหญ่

 เม่นป่า




ลักษณะทั่วไป

       ความยาวลำตัว 65 – 73.5 เซนติเมตร หางยาว 6 – 11.5 เซนติเมตร เป็นเม่นขนาดใหญ่ ที่มีแผงบนคอค่อนข้างสั้น รูปร่างหัวโดยเฉพาะส่วนหน้าและจมูกค่อนข้างยาว 

      ลำตัวมีขนปกคลุมอยู่3แบบคือ ลักษณะขนอ่อนหยาบสีน้ำตาล ขึ้นปกคลุมใบหน้า ใต้คอและท้อง ลักษณะขนหยาบยาวมีสีดำเข้ม ขึ้นปกคลุมด้านข้างลำคอ สันคอไปจนถึงตอนบนของหลัง ลักษณะขนหนามแข็ง ขึ้นตั้งแต่กลางหลังไปจนถึงหาง ยาวตั้งแต่ 5- 30 เซนติเมตร 

      ตัวเต็มวัยอาจมีน้ำหนักถึง 27 กิโลกรัมเม่นใหญ่แผงคอสั้นมีหนวดสีดำยาวประมาณ 10 – 20 เซนติเมตรช่วยในการรับความรู้สึก






อุปนิสัยและอาหาร

       เม่นจะออกหากินในเวลากลางคืนส่วนกลางวันจะอาศัยอยู่ในโพรงที่มันขุดขึ้นมาเองเพื่อพักผ่อน และมักจะนำเอากระดูกหรือเขาสัตว์เข้าไปแทะในโพรงนั้นไม่ใช่เพื่อเป็นอาหารเพียงอย่างเดียว แต่หากเพื่อเป็นการลับฟันหน้าที่งอกยาวมาตลอดช่วงอายุไม่ให้ยาวเกินไปอีกด้วย 

        เม่นใหญ่ไม่สามารถสบัดขนที่แข็งและแหลมของมันออกได้เองตามที่เคยเข้าใจกัน เมื่อพบศัตรูเม่นใหญ่จะ กระทืบเท้า ตั้งขนชันขึ้น และแกว่งหางทำให้เกิดเสียงดัง 


        ถ้าไม่สำเร็จมันก็จะหนีไปด้วยความรวดเร็วหากศัตรูวิ่งตามมันจะหยุดกระทันหันแล้วถอยหลังเพื่อให้ขนปักที่ศัตรู เม่นใหญ่จะกินพวก ผลไม้ตามพื้น รากไม้ หน่อไม้ รวมทั้งกระดูกหรือเขาสัตว์เพื่อเป็นอาหารเสริม





การผสมพันธุ์
      
       เม่นใหญ่แผงคอยาวเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 4 เดือน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว
การกระจายพันธุ์
พบใน ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา บอร์เนียว พบในป่าทุกชนิด อาศัยตามโพรงดิน ซอกหินตามป่า






สถานภาพปัจจุบัน

      เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

IUCN : มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ


ชาวบ้านในบางท้องถิ่นนิยมบริโภค ขนใช้ทำเป็นของที่ระลึก


เครดิต : http://www.dnp.go.th/wildlifednp/index.php?option=com_content&view=article&id=215:2011-12-06-03-45-09&catid=36:2010-11-29-10-17-46&Itemid=48

กระต่ายป่า

กระต่ายป่า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระต่ายป่า

       กระต่ายป่าเป็นกระต่ายในธรรมชาติเพียงชนิดเดียวของไทย รูปร่างทั่วไปไม่ต่างจากกระต่ายเลี้ยง มีความยาว หัว-ลำตัว 36-50 เซนติเมตร สีขนเทาแซมขาว


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


       กระต่ายป่ามีเขตกระจายพันธุ์อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำจินด์วินในพม่า ไทย กัมพูชา ตอนใต้ของลาวและเวียดนาม ทางใต้แพร่ไปจนถึงคอคอดกระ ส่วนใหญ่พบที่ระดับความสูงต่ำกว่า 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่เคยพบบนเขาที่มีระดับความสูงถึง 1,400 เมตร


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระต่ายป่า

      ชอบอาศัยอยู่ในป่าเต็งรังพื้นที่ต่ำ ทุ่งหญ้า อาจพบได้แม้แต่ในทุ่งนาที่ใช้น้ำจากฝนตามฤดูกาล แต่มักหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ทำนาปรัง ในบางพื้นที่ในเขตกระจายพันธุ์กลับไม่พบประชากรกระต่ายป่าเลย เช่น ที่ราบสูงนากายในประเทศลาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในประเทศไทย สาเหตุอาจเป็นเพราะระดับความสูงของพื้นที่สูงเกินไป

       หากินกลางคืน ตั้งแต่พลบค่ำจนถึงรุ่งเช้า อาหารหลักคือหญ้า 
เปลือกไม้


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


        ออกลูกได้ปีละหลายครอก ออกลูกครั้งละ 1-7 ตัว (เฉลี่ย 3-4 ตัว) ตั้งท้องนานประมาณ 35-40 วัน อายุขัยประมาณ 6 ปี


        แม้กระต่ายป่าจะถูกล่าอย่างมาก แต่การล่าก็มักไม่ใช่ภัยคุกคามหลัก 

หากแต่เป็นการรุกล้ำทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยที่คุกคามการอยู่รอดของ


กระต่ายป่า อย่างไรก็ตาม กระต่ายป่าก็ยังมีจำนวนประชากรอยู่มาก 


ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก จึงมีสถานะไม่


ถูกคุกคาม ในประเทศไทยก็ไม่นับเป็นสัตว์คุ้มครอง




อุปนิสัยและอาหาร

      ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นโล่ง ไม่รกนักเช่นในป่าเบญจพรรณ หรือเต็งรัง อาจพบได้ตามชายป่าใกล้แหล่งน้ำ เป็นสัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางคืน ในเวลากลางวันจะอยู่ในโพรงรังที่แอบอยู่อย่างมิดชิด กินหญ้าและพืชที่ขึ้นอยู่ตามพื้นล่างของป่าเป็นหลัก

การผสมพันธุ์

      กระต่ายตัวเมียจะตั้งท้องนาน 35-40 วันและจะให้ลูกครั้งละ 1-7ตัวแต่โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 3-4 ตัว ลูกกระต่ายที่ออกมาจะมีขนเกือบเต็ม และสามารถลืมตาได้ทันที กระต่ายจะมีอายุได้ประมาณ 6 ปี ในสภาพธรรมชาติ

การกระจายพันธุ์

     กระจายอยู่ในแถบ พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ในไทยพบได้ทุกภาคยกเว้นภาคใต้

สถานภาพปัจจุบัน

     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

     ถูกมนุษย์ล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร เป็นสัตว์เลี้ยง



----------------------------------------


เครดิต : 

http://th.wikihow.com/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2



วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Beaver

BEAVER !! 


               บีเวอร์ (Beaver) จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่อยู่ในกลุ่มสัตว์ฟันแทะเช่นเดียวกับกระรอกยักษ์ พวกมันมีอยู่ด้วยกันสองสายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ยูเรเชียน (Eurasian beaver) ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Castor fiber กับพันธุ์อเมริกาเหนือ (North American beaver) ชื่อทางวิทยาศาสตร์ก็คือ Castor Canadensis (Rodentia)

บีเวอร์ พันธุ์ Eurasian beaver

           ทั้งสองชนิดจัดอยู่ในวงศ์ Castoridae ถึงแม้จะมีขนาดและรูปร่างหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน แต่ทั้งสองสายพันธุ์ แยกขาดจากกันตั้งแต่เมื่อ 24,000 ปีที่แล้ว พวกมันจึงไม่สามารถผสมพันธุ์กันเองได้อีก บีเวอร์มีขนาดตัวใหญ่กว่าที่คุณคิด


           โดยตัวบีเวอร์ตัวโตเต็มวัยจะมีขนาดใหญ่พอๆ กับเด็กอายุ 8 ขวบ ขณะที่ตัวบีเวอร์ยักษ์ (Giant beaver) ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Castor ohioensis ซึ่งได้สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน มีขนาดเท่ากับยอดนักชกอย่างไมค์ ไทสันเลยทีเดียว หลายคนอาจจะเคยเห็นหรือรู้จักบีเวอร์จากในภาพยนตร์การ์ตูน หรืออนิเมชั่น หรือสารคดีหลายเรื่อง เช่น Angry Beaver และ Ice Age เป็นต้น



          บีเวอร์ เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในเฉพาะเขตซีกโลกเหนือ ในเขตที่มีภูมิอากาศอบอุ่น และยังไม่เคยพบเห็นตามเขตเส้นศูนย์สูตรปัจจุบัน สัตว์ชนิดนี้มีลักษณะและพฤติกรรมที่โดดเด่น 

          ทำให้คนทั่วไปสามารถจดจำพวกมันได้อย่างแม่นยำตั้งแต่แรกเห็น ด้วยลักษณะที่ว่าพวกมันมีฟันหน้า หรือฟันแทะ (incisor) ที่มีขนาดใหญ่เพื่อใช้ไว้แทะเปลือกไม้ตามต้นไม้ขนาดใหญ่เพื่อใช้ในจุดประสงค์บางอย่าง


บีเวอร์ พันธุ์ North American beaver

          บีเวอร์เป็นผู้มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพแวดล้อมของถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน มากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นใด (ยกเว้นมนุษย์) พวกมันทำการก่อสร้างตามสัญชาตญาณและเอาลูกๆ ใส่ไว้ในคอกที่สร้างขึ้น พวกมันสามารถโค่นต้นไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 นิ้วได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง 

         การสร้างเขื่อนของบีเวอร์ มีผลต่อระบบนิเวศอย่างมาก เพราะแหล่งน้ำที่ได้จากเขื่อน จะดึงดูดสัตว์จำพวกปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์เลื้อยคลานให้เข้ามาอาศัยและหากินใกล้บริเวณเขื่อน



เขื่อนที่สร้างโดยบีเวอร์

       บีเวอร์สามารถดำน้ำได้นานถึง 15 นาที พวกมันมีตีนคู่หลังที่มีลักษณะคล้ายพังผืด หางแบนที่นำทางเหมือนหางเสือ เปลือกตาโปร่งแสงที่ทำหน้าที่เหมือนแว่นตาว่ายน้ำ 

       ริมฝีปากซึ่งมีขนขึ้นเป็นแนวที่สามารถกั้นน้ำได้ รวมถึงหูที่สามารถปิดและโพรงจมูกที่สามารถเปิด ซึ่งช่วยให้พวกมันแทะใต้น้ำได้ ฟันหน้าสี่ซี่ของบีเวอร์มีสีส้มสุกสว่าง  

      ฟันของพวกมันมีสารเคลือบฟัน หรือเรียกว่า อีนาเมล (enamel) ซึ่งอีนาเมลนี้ประกอบไปด้วยสารอนินทรีย์ คือ Hydroxyapatite (Ca5(PO4)3(OH))

ได้แก่ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ซึ่งคงทนต่อการผุพังอย่างมาก







       แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นชื่อว่า ไม่เคยอยู่เฉยแต่พวกมันก็ค่อนข้างขี้เกียจ ในช่วงฤดูหนาว บีเวอร์จะออกจากโพรงโดยเฉลี่ยหนึ่งครั้งในทุกสองสัปดาห์ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง หางขนของบีเวอร์จะมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะบีเวอร์เก็บกักไขมันเอาไว้มี่หางของมัน ด้วยเหตุนี้ หางของมันจึงมีขนาดเล็กลงเมื่อมีการเผาผลาญไขมันตลอดฤดูหนาว





เครดิต : https://pantip.com/topic/31098309





Beaver

BEAVER !!                 บีเวอร์ ( Beaver) จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่อยู่ในกลุ่มสัตว์ฟันแทะเช่นเดียวกับกระรอกยักษ์   พวกมันมีอ...